วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

Love Recipes..สูตรรักจานอร่อย



Love Recipes..สูตรรักจานอร่อย


สูตรอาหารและขนมยอดนิยมที่ทำเองได้ง่ายๆที่บ้าน


พิมพ์ครั้งที่ 1 :: มีนาคม 2554


สำนักพิมพ์ตาโต


ISBN 978-974-496-802-9 ราคา 275 บาท


เขียนโดย วิชญา บุณยเกตุ (แตม) และ ณวิภา ปฏิมาประกร (พลัม)

แตมมีหนังสือมาแนะนำคะ เป็นหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับการทำอาหารและขนมที่แตมกับพลัมเขียนด้วยกันค่ะจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้มาจากการที่แตมและพลัมคุยกันเล่นๆในเฟสบุ๊คว่าไหนๆเพื่อน หรือ คนรู้จักมักจะโทรมาถามสูตรและวิธีการทำอาหารจากเราบ่อยครั้ง จนเราสองคนว่าถ้าอย่างนั้นเราก็มาทำพ็อคเก็ตบุ๊คน่ารักสักเล่มด้วยกัน โดยแตมทำอาหาร และ พลัมทำขนมค่ะ

หนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คเล่มนี้เราตั้งใจว่าจะไม่ทำให้เป็นรูปแบบของตำราอาหารมากนัก แต่เป็นตำราอาหารที่อ่านสนุกและมีสูตรอาหารและขนมที่เหมาะจะนำไปทำได้จริงในสถานการณ์ต่างๆได้อย่างไม่อายใคร อย่างเช่นสูตรอาหารและขนมหวานดับร้อนเหมาะอย่างยิ่งกับช่วงเดือนเมษายนที่ร้อนอบอ้าวและทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยเจริญอาหารนัก เมนูอย่าง ซีซาร์สลัดไก่ย่างและทาร์ตมะนาวรสเปรี้ยวคงจะช่วยดับร้อนได้อย่างดียิ่งนะคะ

แตมขอฝากหนังสืออาหารและขนมน่ารักๆเล่มนี้ไว้ในอ้อมใจของเพื่อนๆด้วยนะคะ 55+ เพราะทีมงานตั้งใจทำกันมาก แทบไม่ได้กินไม่ได้นอนเพื่อให้ได้หนังสือเล่มที่น่ารักเล่มนี้มา หากลองทำกันแล้วมีคำถามแตมและพลัมก็ยินดีให้คำแนะนำเสมอค่ะ

ขอแนะนำให้รู้จักกับเชฟขนมสาวคนเก่ง :: ณวิภา ปฏิมาประกร (พลัม)


พลัมเรียนจบปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วก็ไปต่อปริญญาโทด้าน Information Technology ที่ University of Nottingham ซึ่งก็เป็นที่ที่พลัมกับแตมได้รู้จักกัน ซึ่งพลัมก็เริ่มทำขนมตั้งแต่สมัยเรียนที่มหิดล แล้วก็ทำมาเรื่อยๆ จนตอนที่ไปอยู่ Nottingham แตม พลัม และเพื่อนๆ มักจะรวมกลุ่มกันทำอาหาร และขนมบ่อยๆ อย่างสนุกสนาน จนเรียนจบกลับมา ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำงาน พลัมก็ไปทำงานเป็นสาวออฟฟิศอยู่พักนึงแล้วก็รู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ เลยลองไปเรียนทำขนมดูดีกว่า ก็เลยบินลัดฟ้าไปเรียนที่ Le Cordon Bleu ที่ลอนดอน จนจบ Intermediate Patisserie Certificate แล้วก็กลับมาทำงานที่โรงแรมตวันนาในครัวเบเกอรี่อยู่ประมาณ 4 ปี ระหว่างนั้นก็ไปเรียน Superior Patisserie เพิ่มเติมที่ Le Cordon Bleu Dusit Culinary School จนจบเป็น Patisserie Diploma ก่อนที่จะย้ายสายงานมาเป็น Catering Sales Executive อยู่ที่โรงแรม Siam Kempinski Bangkok พลัมเคยมีผลงานสูตรขนมมาแล้วสองเล่มคือ “ช็อคโกแลตแสนอร่อย” ที่พิมพ์มาแล้วถึงสอง และ “เมนูตู้เย็น+สามัญประจำบ้าน”

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2554

Jordan :: ดินแดนอาหรับที่เปล่งประกายใต้ฟ้างาม

หลายคนมีความฝันอยากไปเยือนดินแดนอาหรับเพื่อชมความงามของท้องฟ้าสีครามที่จรดกับทะเลทรายสีเหลืองอำพันสักครั้งหนึ่งในชีวิต ได้ย่ำเท้าบนทรายอ่อนนุ่ม พลางทอดสายตามองริ้วแสงสีแดงอมส้มที่ระบายบนฟ้าในยามพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ไกลออกไปยังเนินทรายที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตายนั้น คือภูเขาหินทรายน้อยใหญ่รูปทรงแปลกตาราวกับปติมากรรมชิ้นเอกที่มีใครสักคนประดับประดาไว้ ความงดงามนี้ทำให้เชื่อได้ว่า "สวรรค์บนดิน" นั้นมีอยู่จริง

จอร์แดนคือหนึ่งในประเทศที่มีทะเลทรายสวยงามเลื่องชื่ออย่าง ทะเลทรายวาดิรั่ม (Wadi rum) ซึ่งในอดีตเคยเป็นเส้นทางคาราวานจากประเทศซาอุดิอาราเบียไปยังซีเรียและปาเลสไตน์ และเป็นสถานที่ในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง the Lawrence of Arabia และ ณ ทะเลทรายแห่งนี้เองเป็นที่พบรักของสมเด็จพระราชาธิบดีฮุสเซน และสมเด็จพระราชินีมูนาอัล จนเกิดตำนานรักทะเลทรายที่แสนโรแมนติคเหมือนในนวนิยายทะเลทรายชวนฝัน


นอกจากเสน่ห์ของภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นทะเลทราย จอร์แดนหรือราชอาณาจักรฮาซีไมต์แห่งจอร์แดนยังเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวคริสต์เชื่อว่าเป็นที่ประสูติขององค์พระเยซูคริสต์ และในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งกำเนิดของศาสนาอิสลามเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเกิดสงครามทางศาสนาครั้งใหญ่ระหว่างคริสต์และอิสลาม หรือที่รู้จักในชื่อของ”สงครามครูเสด” ที่ยืดเยื้อยาวนานถึง 200 ปี


จอร์แดนจึงกลายเป็นศูนย์กลางทางการรบที่สำคัญ มีป้อมปราการมากมายเป็นหลักฐานร่องรอยแห่งสงคราม หนึ่งในป้อมปราการที่สำคัญคือ ป้อมปราการแห่งเมืองอัจลุน (Ajloun) สร้างโดยนักรบมุสลิมในปี ค.ศ. 1184 - 1185 ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขาสูง แวดล้อมไปด้วยป่าสนและต้นมะกอก เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าถึงแม้ในอดีตจอร์แดนจะเคยมีความขัดแย้งในเรื่องของศาสนาจนถึงขั้นสู้รบกัน แต่ปัจจุบันนี้แม้ประชาชนชาวจอร์แดนซึ่งนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ถึง 96 เปอร์เซ็นต์ และมีชาวคริสต์เป็นส่วนน้อยเพียงแค่ 4 เปอร์เซ็นต์ ความแตกต่างทางศาสนาก็ไม่ใช่ปัญหาในการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง


โบสถ์สำคัญของชาวคริสต์ ลัทธิกรีก-ออโธดอกซ์ แห่งเมืองมาดาบา (Madaba) ที่สร้างขึ้นราวค.ศ. 600 คือโบสถ์คริสต์ที่ไม่ควรพลาดในการเยี่ยมชมเพราะตกแต่งด้วยโมเสกสีต่างๆประมาณ 2.3 ล้านชิ้น แสดงถึงพื้นที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนครเยรูซาเลมไว้อย่างวิจิตร และสำหรับชาวคริสต์ เม้าท์ เนโบ (Mount Nebo) คือหนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบริเวณที่เสียชีวิตและฝังศพของโมเสสที่คริสตชนปรารถนาจะได้ไปสักการะสักครั้งในชีวิต


หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจอร์แดนที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มายลด้วยสายตาตนเอง และเป็นหนึ่งในเจ็ดของสิ่งมหัศจรรย์ในโลกคือ “ปราสาทหินสลักสีชมพูแห่งนครเพตรา (Petra)” ของชาวนาเบเทียน เบดูอินที่แสนมั่นคั่ง ไฮไลท์ของการไปเยี่ยมชมปราสาทหินสลักที่งดงามแห่งนี้คือการเดินผ่านหลืบหินผาที่มีสีสันและรูปทรงชวนอัศจรรย์คล้ายกับแคนยอนย่อมๆสลับกับสิ่งก่อสร้าง รูปปั้นแกะสลักต่างๆ ที่ทอดยาวราว 2 กิโลเมตร ถึงแม้ว่ากว่าจะเดินทางไปถึงปราสาทสีกุหลาบออกจะไกลสักนิด ขอแนะนำให้เดินชมแทนการนั่งรถม้าเพราะวิวที่สองข้างที่สวยงามนั้นทำให้ยากเกินห้ามใจที่จะหยุดถ่ายภาพไปตลอดทาง จนลืมระยะทางและความเหน็ดเหนื่อยไปได้ มารู้ตัวอีกก็จะพบปราสาทแห่งนครเพตราที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังซอกหินชวนให้อัศจรรย์ใจยิ่งนัก

หากการท่องเที่ยวในทะเลทราย และเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆยังไม่ครบอรรถรส จอร์แดนยังมีทะเลเดดซี (Dead Sea) ที่ได้ชื่อว่าเป็นทะเลที่เค็มที่สุดในโลกและเป็นทะเลที่ไม่วันจม ถึงแม้จะว่ายน้ำไม่เป็นก็สามารถนอนลอยตัวอ่านหนังสือเอนหลังบนผิวน้ำได้ นั่นเป็นเพราะว่าทะเลแห่งนี้มีแร่ธาตุมากมายหลั่งไหลมาทับถมจนพยุงให้ลอยตัวได้ ทะเลเดดซีแห่งนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอาศัยอยู่ได้ ดังนั้นจึงชื่อว่า “ทะเลตาย (Dead Sea)” นั่นเอง หากได้มานอนลอยตัวที่เดดซี อย่าลืมพอกโคลนให้ทั่วตัว โคลนเดดซี เป็นนิยมใช้ในการบำรุงผิวกันมาก เพราะแร่ธาตุจากโคลนจะช่วยบำรุงผิวให้นุ่มเนียนและชุ่มชื่น ผลิตภัณฑ์ความงามจากเดดซี จึงเป็นสินค้าที่ขายดีมากที่สุดอย่างหนึ่งของจอร์แดน จอร์แดนยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่น่าไปชม มนต์เสน่ห์แห่งนครอาหรับที่ผู้คนยังใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและงดงามตามแบบฉบับของชาวทะเลทรายทำให้เมื่อได้รู้จัก ก็ยิ่งหลงรัก และรอคอยเพื่อกลับไปเยือนดินแดนสวยงามเหมือนฝันแห่งนี้อย่างไม่รู้หน่าย ใครไม่เคยไปน่าจะลองไปสักครั้งนะคะ

Tomato Soup




ประมาณกลางเดือนหน้าแตมจะมีโอกาสได้ไปทำ workshop สอนทำ Tomato Soup ให้กับนมถั่วเหลืองยี่ห้อหนึ่งค่ะ การบ้านของแตมก็คือให้คิดสูตรซุปมะเขือที่ทำง่าย อร่อย ใช้เวลาทำไม่นาน และแน่นอนว่าต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากนมถั่วเหลืองด้วย เมื่อได้ลองทำดูก็พบสูตรที่แสนง่ายที่ทุกคนทำเองได้อย่างแน่นอนค่ะ ลองดูทำกันเลยดีไหมคะ




Tomato Soup


ส่วนประกอบสำหรับ 6 ที่


มะเขือเทศกระป๋อง 2 กระป๋อง (แยกเนื้อกับน้ำและเก็บน้ำไว้ด้วย)


น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ


กระเทียมสับ 3 กลีบ


นมถั่วเหลือง (หรือจะใช้นมสดธรรมดาก็ได้ค่ะ) 1/2 ถ้วย


วิปปิ้งครีม 1/2 ถ้วย


น้ำมะนาวเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ


Tomato Sauce สำหรับทำพาสต้าสำเร็จรูป 1 กระป๋อง


ใบเบซิลสด 3 ใบสับหยาบๆ


ใบกระวาน 1 ใบ


เกลือและพริกไทยบดหยาบสำหรับปรุงรส


ซาวน์ครีมสำหรับหยอดแต่งหน้าซุป


ขนมปังกรอบกรูตองสำหรับเป็นเครื่องเคียง



วิธีทำ


1.สับมะเขือเทศกระป๋อง แล้วกรองน้ำมะเขือเทศแยกไว้ใส่ในชาม


2.ตั้งกระทะกับน้ำมันมะกอกด้วยความร้อนปานกลาง ผัดกระเทียมสับจนหอมแล้วจึงนำเนื้อมะเขือเทศในข้อที่ 1 ลงไปผัดผสม


3.ต้มน้ำมะเขือเทศในหม้อขนาดกลางด้วยความร้อนปานกลาง แล้วเติมเนื้อมะเขือเทศลงไป ตามด้วยนม และ น้ำมะนาว และ tomato sauce ลงไปผสม แล้วตั้งให้เดือดเบาๆ แล้วจึงเติมใบเบซิลลงไปผสม


4.ใช้เครื่องปั่นผสมอาหารมือ (Hand-held blender) ปั่นเนื้อซุปให้เนียนแล้วจึงเติมวิปปิ้งครีมลงไปผสมในขั้นตอนสุดท้าย


5.ตักซุปใส่ถ้วย อาจแต่งหน้าด้วย sour cream และเสิร์ฟพร้อมขนมปังกรอบกรูตอง (ถ้ามี)


++ ขอให้สนุกและอร่อยกับซุปที่แสนอร่อยและทำงานนี้นะคะ ++



















วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554


เรื่องเล่าร้านหนังสือ

แต่งโดย สุพัตรา


ตอนที่่ฉันเขียนบอกพี่ปู ใน facebook ว่า "แล้วหนูจะเขียน review หนังสือ "เรื่องเล่าร้านหนังสือ" ของพี่ปูให้นะคะ ความจริงแล้วอย่าเรียกว่ารีวิวดีกว่าค่ะ เพราะด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดของฉันคงจะทำได้เพียงแค่แบ่งปันความน่าอ่านและสิ่งที่ฉันได้ค้นพบจากหนังสือเล่มนี้ในช่วงเวลาสองคืนก่อนนอนที่ฉันและหนังสือเล่มนี้นั่งสนทนากันตามลำพัง ^_^

หากใครที่เป็นหายใจเข้าออกเป็น "หนังสือและตัวอักษร" หรือบางทีอาจจะมีร้านหนังสือเป็นเสมือนบ้านหลังที่สาม คำโปรยหน้าปกที่ว่า "ไม่มีชั่วขณะใดวิเศษไปกว่าการเดินอยู่ท่ามกลางหนังสือในร้านหนังสือแห่งนั้นแล้ว" คงจะทำให้อยากเปิดหนังสือเล่มนี้อ่านทันที ประโยคนี้ทำให้ฉันนึกถึงประโยคสวยๆในนวนิยายรักแสนหวาน ที่นางเอกอาจจะเอ่ยถึงความทรงจำแห่งรัก ใกล้เคียงกันแต่ต่างกันที่ พระเอกที่เป็นความทรงจำแห่งรักของผู้เขียนคือ "ร้านหนังสือ"

อะไรกันเล่าคือสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงตัวเล็กๆเพียงคนหนึ่งมีความฝันในการทำงานในร้านหนังสือได้ขนาดนี้ ฉันเห็นภาพเด็กหญิงปูตัวเล็กๆที่ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับแผงหนังสือของพ่อ และแอบสร้างโลกเล็กๆแห่งจินตนาการที่ชั้นหนังสือข้างเตียง เธอได้เติบโตมากับหนังสือดีๆ หนังสือที่บอกเล่าและดึงตัวเธอให้ร่วมเข้าสู่วิถีทางของมันโดยไม่รู้ตัว หนังสือเรื่อง "ร้านหนังสือที่รัก" คือตัวการใหญ่ที่คอยกระซิบพาเธอชมร้านหนังสือที่แสนจะมีเสน่ห์ และเรื่องราวแห่งมิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางร้านหนังสือก็สร้างความตรึงใจให้กับเด็กหญิงที่เติบโตเป็นหญิงสาวที่อยากจะได้สัมผัสและมีประสบการณ์กับ "ร้านหนังสือ"จริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ภาพฝันในจินตนาการ

ท่ามกลางเสียงคัดค้านว่า การเป็นผู้จัดการร้านหนังสือสำหรับตัวเธอนั้นช่างไม่สมกับความรู้ความสามารถ เธอเหมาะจะเป็นบรรณาธิการนิตยสารเสียมากกว่า เงินเดือนของผู้จัดการร้านหนังสือนั้นเล่าก็ช่างน้อยนิดเมื่อเทียบความเหนื่อยและความครียดกับความรับผิดชอบสูง ไหนจะทั้งหนังสือและพนักงาน แต่พี่สาวคนนี้เธอเลือก งานที่สร้างความสุข มากกว่าที่จะคิดในเรื่องของค่าตอบแทน ลองคนเราได้รักในสิ่งใดแล้ว เราก็ไม่คิดเรื่องกำไรขาดทุนหรอกค่ะ จริงไหม ในเมื่อประสบการณ์ไม่มีโรงเรียนไหนสอนและที่สำคัญเงินก็ซื้อไม่ได้ด้วยซิ มีเพียงแค่แรงใจกับแรงกายเท่านั้นที่จะทำให้เราได้มันมาครอบครอง

เมื่อโอกาสแห่งการได้เป็นผู้จัดการร้านหนังสือมาถึง แน่นอนว่าพี่สาวคนเก่งของฉันย่อมไม่พลาดโอกาสนี้แน่นอน เพราะเราไม่อาจทราบได้ว่าโอกาสนั้นจะมาเคาะประตูที่หน้าบ้านเราอีกเมื่อไหร่

ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ในช่วงแรกๆฉันก็ไม่คิดหรอกนะคะว่า ฉันจะกระโดดเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นปูน้อยตัวจิ๋วที่แอบเดินตามพี่ปูไปตามบทต่างๆในหนังสือ เพราะถึงแม้ฉันจะทำงานในแวดวงการขีดๆเขียนๆ ฉันก็เป็นแค่นักเขียนตัวเล็กๆ และก็ยังไม่เคยได้มีโอกาสไปนั่งเสวนาหนังสือและจิบกาแฟในร้านกาแฟกับนักเขียนอาวุโสที่มีความคิดแหลมคมอย่างที่พี่ปูเล่า ฉันยังเป็นเพียงแค่คนที่เดินเข้ามาในร้านหนังสือ กวาดตามองหาหนังสือที่ต้องใจ นานๆครั้งก็แอบอยู่ในมุมเพื่อเป็นนักสืบคอยสังเกตการณ์ว่าจะมีใครบ้างไหมนะที่จะเลือกซื้อหนังสือของฉัน 55

บางครั้งก็เกิดอาการน้อยอกน้อยใจร้านหนังสือที่ไม่ช่วยเอาหนังสือของฉันตั้งขายในตำแหน่งที่คนซื้อสังเกตเห็นได้ง่ายๆ และความน้อยใจและกังวลใจเรื่องยอดขายหนังสือก็ทวีมากขึ้น เมื่อฉันเกิดอุตริคิดจะพิมพ์หนังสือขายเอง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของพี่ๆที่รักทุกคนที่กล่าวตักเตือนด้วยความหวังดี ว่าหนังสือกล้อง Toy Camera ของฉันคงจะไม่วายเป็นดังปลาตัวเล็กๆที่ว่ายทวนกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากแข่งกับหนังสือในกระแสที่มีเงินทุนหนาๆที่เหมือนกับเรือดำน้ำติดเทอร์โบ Y_Y ฉันช่างกล้าที่จะเจ็บตัวยิ่งนัก 55

ตอนที่ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันเห็นเงาของตัวเองที่ทับซ้อนกับพี่ปูอยู่ เหตุผลที่ทำไม่ได้มีอะไรนอกจากมาใจล้วนๆ ใจรักของคนที่จะทำหนังสือดีๆสักเล่มที่แม้จะไม่เห็นของเค้ากำไรงามที่ผลิดอกออกผลให้ชื่นใจรออยู่เบื้องหน้า แน่นอนว่าฉันไม่ต่างอะไรกับพี่ปูที่เดินไปติดกับกักดักความฝันอันงดงามนั้นอย่างเต็มใจ

"ความฝันอันงดงามมักหลอกล่อให้เราติดกับ แต่ความจริงต่างหากที่จะสอนให้เรารู้และเข้าใจ" วันนี้ฉันเข้าใจประโยคนี้โดยท่องแท้ และไม่เคยนึกเสียใจที่จ่ายค่าประสบการณ์ด้วยเงินลงทุนที่แสนแพง เช่นเดียวกับที่พี่ปูได้มอบวิญญานให้กับร้านหนังสือในช่วงเวลาหนึ่ง

ตอนที่เราเดินก้าวไปที่ร้านหนังสือด้วยความตื่นใจ ที่เห็นหนังสือน่าอ่านมากมายเรียงรายเชื้อเชิญให้เราหยิบอ่าน ความสุขในการเลือกซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือเองต่างจากการซื้อออนไลน์คือการที่นิ้วมือของเราได้สัมผัสกับหนังสือที่จะเพื่อนคนใหม่ซึ่งหากได้ทักทายกันเป็นที่ถูกใจ เราก็อาจได้พาเพื่อนใหม่เหล่านั้นกลับบ้าน
เราไม่ได้สนใจหรอกว่าก่อนที่ร้านเปิด หรือ หลังร้านปิด มดงานในร้านหนังสือจะยุ่งขิงขนาดไหน เราจะเรียกหาเขาก็ต่อเมื่อเราหาหนังสือเล่มที่เราต้องการไม่เจอ หรือ หนังสือของเราที่เขียนหรือลงทุนพิมพ์ถูกจัดวางในตำแหน่งที่ผู้ซื้อมองให้เห็นอย่างที่กล่าวมา และอดจะกล่าวหาร้านหนังสือไม่ได้ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้หนังสือของเราขายไม่ดี

หากฉันไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันก็คงไม่รู้หรอกนะว่า คนที่ทำงานในร้านหนังสือต้องทำงานหนักเพียงใด ต้องจัดการกับหนังสือปกใหม่ที่ถูกส่งมาวางที่หน้าร้านไม่ต่ำกว่าวันละ 40 เล่ม พระเจ้าช่วย! หนังสือเก่าตั้งมากมาย หนังสือใหม่ก็เข้ามาทุกวัน จะทำยังไงให้เจ้าของหนังสือทุกเล่มในร้านฯได้รับการจัดวางให้เป็นที่พอใจอย่างยุติธรรมเท่าเทียมกัน ฉันอยากจะเดินเข้าไปหนังสือเล่มนี้และถามพี่ปูในช่วงเวลาที่เป็นผู้จัดการร้านหนังสือจังเลยว่า "พี่จัดการกับกองทัพหนังสือเหล่านี้ได้อย่างไรกันเนี่ยะ!"

นี่คือส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ที่ฉันก้าวเข้าไปมีส่วนร่วมโดยไม่รู้ตัว นอกเหนือจากนั้นก็คือประสบการณ์บางส่วนจากร้านหนังสือที่พี่ปูถ่ายทอด เช่นเรื่อง มิตรภาพที่งอกเงยระหว่างการทำร้านหนังสือ ความเห็นอกเห็นใจ ที่สร้างโอกาสให้คนตัวเล็กได้มีอาชีพเป็นนักเขียนชื่อดัง เป็นเจ้าสำนักพิมพ์ที่มีชื่อในเวลาต่อมา การเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับทำหนังสือ ได้สร้างเพื่อนใหม่ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในเวลาต่อมา

ฉันได้รู้จักกับพี่ปูและมีโอกาสได้ปรึกษาพี่ปูเรื่องการทำหนังสือก็เมื่อไม่นานมานี้นี่เอง แต่ฉันก็ยังประกายเห็นความสุขในแววตาของพี่ปูยามที่ได้คำแนะนำที่ดีๆกับฉันหลายอย่าง แม้แต่คำตบท้ายที่บอกกับฉันว่า "นี่เพราะรักกันจริงๆหรอกนะ ถึงได้เตือนว่าอย่าได้ริอ่านทำหนังสือ" ^_^ ฉันรู้ว่าพี่ปูพูดไปยังงั้นเองแหละ คนรักการทำหนังสือเหมือนกันแค่มองตาก็เข้าใจ

หนังสือเล่มนี้นอกจากจะให้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับร้านหนังสือแล้ว คนที่ไม่ได้อินกับร้านหนังสือเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็คงจะเกิดแรงฮึดที่จะทำสิ่งที่ฝันให้เป็นจริงอย่างแน่นอน และคงจะเริ่มเดินเข้าร้านหนังสือด้วยมุมมองใหม่และความเข้าใจที่มีต่อร้านหนังสือมากขึ้น ฉันขอเป็นตัวแทนของคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ และกำลังจะซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านขอบคุณพี่ปูที่เขียนถ่ายทอดเรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้นในร้านหนังสือในเราฟัง และขอบคุณที่พี่สาวคนนี้ที่เป็นตัวแทนของผู้หญิงอึดที่ไล่ตามความฝันให้เราไม่ย่อท้อที่จะทำให้ "ครั้งหนึ่งในชีวิตของเรามีความทรงจำดีๆที่ได้พยายามทำตามความฝันนะคะ"


วิชญา บุณยเกตุ (แตม)

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554





สวัสดีค่ะทุกคน แตมหายไปนานทีเดียวกับการ update เรื่องการทำอาหาร เพราะวุ่นวายกับสารพัดงานร้อยล้านอย่างที่เพื่อนๆที่รักคงทราบกันดี ^_^ ช่วงนี้แตมมีโอกาสได้เข้าครัวบ่อยๆ เพราะว่าแตมกำลังปรับเมนูอาหารที่ร้านค่ะ เพิ่งจะทำเมนูใหม่เสร็จสดๆร้อนๆ และช่วงนี้ก็มีโอกาสได้ทำ workshop สอนทำอาหารอยู่บ่อยครั้งจึงอยากจะแชร์สูตรอาหารที่ทำรับประทานได้ง่ายๆ ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาทีมาให้เพื่อนๆได้ลองทำกัน










สูตรที่ว่านี้คือ Ham and Cheese Roll up served with Couscous and Pea ค่ะ เป็นสูตรของคุณ Martha Stewart จึงรับประกันความอร่อยและทำได้ง่ายอย่างแน่นอน



Chicken, Ham and Cheese Roll up served with Couscous and Pea


(สำหรับ 4 ที่)



เวลาในการเตรียม 15 นาที เวลาในการทำทั้งหมด 30 นาที


อกไก่ชิ้นบาง 8 ชิ้น

เกลือและพริกไทยบดหยาบ

ฮันนี่มัสตาร์ด 2 ช้อนโต๊ะ

เดลิแฮม สไลด์ตามแนวยาว 4 ชิ้น

สวิสชีส emmental cheese 24 เส้น

ถั่วลันเตาแช่แข็ง (frozen ให้น้ำแข็งละลาย) 2 ถ้วย

เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ

Couscous 3/4 ถ้วย


วิธีทำ

1.ตั้งอุณหภูมิเตาอบไว้ที่ 180 องศาเซลเซียส รองถาดอบด้วยอลูมินั่มฟอยล์ วางอกไก่ลงบนเขียงปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย

2.ทาอกไก่ด้วยฮันนี่มัสตาร์ด วางแฮมสไลด์ 1 แผ่น และชีสสองแผ่น ลงบนอกไก่แต่ละชิ้น ม้วนอกไก่ด้านที่ปลายแคบให้เป็นวง แล้วงางด้านที่ม้วนลงบนถาดอบ วางชีสสองชิ้นลงบนชิ้นไก่อย่างละ 2 ชิ้น เข้าอบจนสุกประมาณ 6-10 นาที

3. ในขณะเดียวให้ผัดถั่วลันเตากับเนย และเติมน้ำลงไป 1 ถ้วยจนเดือด แล้วนำผสมกับคูสคูสในอ่างผสม ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ใช้ส้อมยีให้เข้า ปรุงรสด้วยเกลือพริกไทย และเสิร์ฟพร้อมอกไก่ค่ะ


แค่นี้ก็ได้มื้ออาหารง่ายๆที่อุดมด้วยประโยชน์แล้วล่ะค่ะ นอกจากอาหารจานนี้ที่ทำได้ง่ายแล้ว ยังมีสูตรคุ้กกี้แสนอร่อยอีกหนึ่งสูตรให้ได้ลองทำกันเล่นๆอีกด้วยนะคะ ใครชอบคุ้กกี้ช็อคโกแลตเนื้อนุ่มฉ่ำๆ สูตรนี้ทำแล้วไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนค่ะ เป็นสูตรที่แตมปรับมาจากสูตรคุ้กกี้ของคุณ Martha Stewart เช่นเดียวกันค่ะ รอช้าอยู่ใยไปอุ่นเตาอบที่ 180 องศาเซลเซียสรอไว้เลยนะคะ






Double Chocolate Cookie

ดับเบิ้ลช็อคโกแลตคุ้กกี้ (ได้ประมาณ 24 ชิ้น)

ส่วนผสม

ช็อคโกแลตชนิดหวานน้อยสับหยาบ (unsweetened Chocolate) 115 กรัม

แป้งอเนกประสงค์ตวงอัดแน่น 1 ถ้วย

ผงโกโก้ชนิดไม่หวาน 3 ช้อนโต๊ะ

ผงฟู 1 ช้อนชา

เกลือบดหยาบ 1/2 ช้อนชา

เนยจืด (ทิ้งไว้ให้นิ่ม) 115 กรัม หรือ 1/2 ถ้วย

น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย

น้ำตาลทรายแงดชนิดสีอ่อน 1/2 ถ้วย

ไข่ขนาดใหญ่ 2 ฟอง

กลิ่นวนิลลา 1 ช้อนชา

แครนเบอร์รี่แห้ง 1/2 ถ้วย

ช็อคโกแลตชิปหวานน้อย 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

1.ตั้งเตาอบไว้ที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ละลายช็อคโกแลตในชามทนความร้อนที่มีน้ำเดือดเบาๆจนละลายดี พักไว้ แล้วร่อนแป้ง ผงฟู และเกลือเข้าไว้ด้วยกัน

2.ตีเนยและน้ำตาลในอ่างจนขึ้นฟู เติมไข่ วนิลลาและช็อคโกแลตเข้าด้วยกัน แล้วจึงเติมช็อคโกแลตชิปและแครนเบอร์รี่ครึ่งสูครลงไปคนผสม

3.ตักส่วนผสมของคุ้กกี้ด้วยที่ตักไอศกรีมไซส์เล็กลงบนแผ่นรองอบให้ห่างกันชิ้นละ 3 นิ้ว โรยด้านบนชิ้นด้วยช็อคโกแลตชิปและแครนเบอร์รี่ที่เหลือ อบนานประมาณ 15-17 นาทีจนผิวหน้ากรอบและแตก กลับด้านถาดอบเมื่อครบเวลาหนึ่งนึงในการอบ พักคุ้กกี้ไว้ 3 นาทีบนถาดอบให้เย็นสักนิดก่อนที่ย้ายมาวางพักไว้บนตะแกรงจนเย็นสนิทก็เป็นอันเรียบร้อย

ลองไปทำดูกันนะคะ ง่าย อร่อย และ สนุกดีค่ะ ^_^










































วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553



เมนูที่ 4 ::Breakfast Cassorole


ถึงแม้อาหารเช้าจะได้ชื่อว่าเป็นอาหารมื้อแรกของวันที่สำคัญที่สุด แต่เชื่อว่าหลายๆคนไม่ค่อยรับประทานอาหาร อาจจะเพราะตื่นสาย รีบ หรืออ้างว่าเช้าเกินไปกินอะไรไม่ลง แต่เชื่อเถอะค่ะว่า อาหารเช้ามีความสำคัญมากทีเดียว เพราะจะทำให้เราทำงานได้ดี มีพลัง สมองสดใส และไม่ทำให้หิวมากจนเกินไปจนกินอาหารมื้อกลางวันราวกับว่าอดยากมานานแสนนาน


สำหรับแตมแล้ว หากพอจะมีเวลาจะลงมือทำอาหารเช้าเอง และอาหารจานนั้นจะต้องสุดพิเศษเพื่อให้สมกับการลงทุนเข้าครัว อาหารเช้าจานที่ว่านี้คือ" Breakfast Cassorole" พอดีว่า ตอนนี้เหลือไส้กรอกของ Roma Palio เขาใหญ่ที่ได้จากพี่มดมาอีกหนึ่งอย่าง คือ "ไส้กรอกเบค่อนและชีส" ค่ะก็เลยคิดว่างั้นลองเอาเจ้าไส้กรอกนี้มาทำเป็นอาหารเช้าเมนูนี้ดีกว่า



Breakfast Cassarole

ส่วนประกอบสำหรับ 1-2 ที่ค่ะ
+ไส้กรอกเบค่อนและชีส 1 แท่งทอดแล้วหั่นเป็นแว่นๆ
+ แอสพารัสทอด 4 ต้น
+ขนมปังแผ่น 4 แผ่นหั่นเต๋า เอาขอบออกด้วยนะคะ
+นมสด 1/2 ถ้วย
+ไข่ไก่ 3 ฟอง
+ มอสซาเรลล่าชีสขูด 1 ถ้วย




1.ผสมนมสดและไข่ไก่ตีให้เข้ากัน อาจปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยด้วยก็ได้นะคะ ระหว่างนี้ให้อุ่นเตาอบรอไว้ที่อุณหภูมิ 180 C ค่ะ








2. เทส่วนผสมข้อที่ 1 ลงในชามที่ใส่ขนมปังแผ่นที่ตัดเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า แล้วนำไปแช่ในตู้เย็นอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงค่ะ เพื่อให้ส่วนผสมของไข่และนมซึมเข้าไปในขนมปัง สำหรับคนที่จะทำกินเป็นอาหารเช้า อาจจะทำแช่ทิ้งไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืนก็ได้ อย่าลืมเอาพลาสติกใส่คลุมปากชามก่อนนำเข้าตู้เย็นนะคะ และชามก็ควรก็เป็นภาชนะที่สามารถเข้าเตาอบได้ หรือไม่ก็ใส่ถาดอบก็ได้นะคะ







3. นำเอาชามขนมปังออกมาจากตู้เย็นแล้วโรยหน้าด้วยมอสซาเรลล่าชีสขูดโรยด้านหน้าชามหรือภาชนะอบให้เต็ม












4. นำเข้าอบและอบนานประมาณ 25 นาทีค่ะ หรือจนกระทั่ง
สุกดีคือจิ้มด้วยไม้จิ้มฟันไม่เละค่ะ จะได้อาหารในชามที่ดูน่ารับประทานมากๆ











5. นำเอาไส้กรอกที่ทอดและแอสพารัสมาจัดเรียงให้สวย
งามตามภาพนี้เลยค่ะ










และ...แล้ว ตอนที่ 1 ที่ว่าด้วยเรื่องของฝากจากพี่มดก็จบลงแล้วล่ะค่ะ หวังว่าเพื่อนๆคงจะได้ไอเดียดีๆในการนำวัตถุดิบจำพวกไส้กรอกและแฮมมาทำอาหารอร่อยๆกันบ้างนะคะ และเตรียมพบกับเมนูต่อไปกับน้องฝนและลูกโป่งได้เร็วๆนี้ค่ะ


ขอขอบคุณ
พี่มด สำหรับของฝากจากร้าน Roma Palio เขาใหญ่

โอ๊ตและเจี๊ยบ ที่ช่วยมาเป็นแขกร่วมรับประทานอาหาร

น้องต๋อนที่ช่วยถ่ายภาพและช่วยออกแบบโลโก้ Meet and Eat by Tam





























































































































































































































































































วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553


Smoked Honey Ham

หลังจากที่ได้ลองนำไส้กรอกอิตาเลี่ยนก้อนอ้วนโตมาทำเป็น"สปาเก็ตตี้ไส้กรอกอิตาเลี่ยนกันแล้ว วันนี้ลองเอา Smoked Ham ก้อนจากร้าน Roma Palio อีกเช่นเคยมาทำอาหารง่ายๆกันดีกว่าค่ะ เชื่อว่าหลายคนเวลาได้ แฮมรมควัน ก้อนโตก็จะนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรกินดี เอาเมนูง่ายสุดๆเลยก็คือ เอาแฮมไปกริลล์แล้วจิ้มกินกับซอสมะเขือเทศและมัสตาร์ด 5555 หรือถ้านึกอะไรไม่ออกก็นำไปทำลาบหรือยำแบบไทยๆ
วันนี้ก็เลยขอเสนอการทำเมนู Smoked Honey Ham ให้ลองทำกันดูค่ะ ขั้นตอนง่ายๆไม่ยุ่งยากเลยในการที่จะเนรมิตให้เจ้าแฮมก้อนโตนั้นกลายเป็นอาหารจานพิเศษที่คนมาร่วมรับประทานอาหารกับเราร้องอุทานเมื่อยามได้เห็นและได้รับประทานอาหารจานนี้ค่ะ


เมนูที่ 3 :: Smoked Honey Ham

ส่วนประกอบ
Smoked Ham 1 ก้อนโตหั่น (หั่นเป็นชิ้นหนาประมาณ 1 ซม.)
สัปประรดแว่นเชื่อมกระป๋อง (1 ชิ้นต่อแฮมหนึ่งชิ้น)
น้ำสัปปะรด 1 ถ้วย
น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วย
น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย
เกลือและพริกไทยเพื่อปรุงรส





1. นำแฮมรมควันและสัปปะรดแว่นเชื่อมไปทอดในกระทะกริลล์
จนขึ้นลายสวยทั้งสองด้าน









2.เคี่ยวน้ำสัปปะรด น้ำตาลทรายแดง และน้ำผึ้งเคี่ยวจนกลายเป็นน้ำเชื่อมหอมหวาน










พอเคี่ยวแล้วจะได้น้ำเชื่อมสัปประรดแบบนี้ค่ะ นำไปราดกับแฮมรมควัน สัปปะรดที่จัดใส่จาน เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอย่างมันบดและผักผัดเนยก็จะเพิ่มความอร่อยและน่าประทานของอาหารจานนี้ค่ะ






โอ๊ตกับเจี๊ยบดูจะชอบอกชอบใจกับอาหารจานนี้เป็นพิเศษค่ะ และอาหารจานนี้ก็หมดวับไปกับตาในเวลาอันรวดเร็ว ^^